กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล (Digital marketing strategy)

คำแนะนำเกี่ยวกับ Google Trends ที่มีประสิทธิภาพ

ดูจำนวนคนไทยที่ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตด้วย Google Trend ไม่ควรพลาดผู้สร้างเนื้อหาแบรนด์และเอเจนซีที่มีผลการค้นหาจริงของ Google เพื่อทำการตัดสินใจต่างๆที่มาจาก Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดในโลกวันนี้ทีม RAiNMAKER จะจัดแสดงและสอนพื้นฐานเกี่ยวกับ Google Trends ซึ่งเป็นไซต์ที่ผู้สร้างเนื้อหาและแบรนด์ไม่ควรพลาด

Google Trend คืออะไร

รู้จักกันดีกว่า Google เป็น Search Engine ที่ดีที่สุดในโลก ทุกวันนี้ทุกคนใน Google Search ใช้ “การค้นหาสี่ล้านครั้งต่อนาที” โดยให้ข้อมูลขนาดใหญ่แก่ Google เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานนี้

เราโกหกพ่อแม่เพื่อนเพื่อนผลการสำรวจได้ แต่เราโกหก Google ไม่ได้เพราะทุกสิ่งที่เรามองหา Google รู้ดีเพราะมันเป็นพฤติกรรมของพวกเขาดังนั้นข้อมูลที่เราได้รับจาก Google จึงถูกต้องมาก

Google Trends เป็นเครื่องมือที่ Google ปล่อยออกมาเพื่อให้ผู้คนทั่วโลกเข้าใจพฤติกรรมการค้นหาในมุมกว้างนี้ สิ่งที่เราสามารถดูได้ที่ Google Trends

วิธีใช้และดูอะไร?

วิธีใช้ Google Trends นั้นไม่ยาก เราทำการค้นหาเฉพาะคำเหมือนการค้นหาโดย Google ทั่วไป แต่สิ่งที่แสดงไม่ใช่หน้าเว็บ แต่เป็นสถิติโดยละเอียดของการค้นหาคำหรือหัวข้อเหล่านั้น

เหตุใดจึงต้องใช้ Google Trend

อย่างที่บอกไปว่าข้อมูล Google เทรนด์กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ได้เกิดจากผลการสำรวจไม่ว่าหัวข้อประเภทใดก็ตามเป็นไปได้ที่จะไม่พลาดการรวบรวมข้อมูลจาก Google ตัวอย่างพฤติกรรมคนไทยที่น่าสนใจและเห็นได้ชัดใน Google คือการค้นหาคำว่า“ หวย” ประเภทหวยออกทุกวันที่ 1 และ 16 ทำให้หวยออก เมื่อใช้เป็นกราฟการค้นหาจะมีจุดสูงสุดในการแข่งขันของวันหวยออก

ข้อมูลนี้อาจสอดคล้องกับการรับรู้ทั่วไปของเรา แต่อย่าลืมว่าความรู้สึกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในการอ้างอิงเนื่องจากเรามีข้อมูลที่จะอ้างอิงจึงทำให้เราน่าเชื่อถือมากขึ้น

คุณลักษณะที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของ Google Trends คือเราสามารถวาดหัวข้อการค้นหาได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่นหากเราต้องการดูผลการค้นหาคำว่า BNK48 ด้วยคุกกี้เราสามารถเพิ่มเข้าไปในการเพิ่มการเปรียบเทียบซึ่งทำให้เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุจะส่งผลต่อเหตุการณ์เสมอไป

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการค้นหาหัวข้อหลัก ๆ แล้ว Google Trends ยังแสดงหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องอีกด้วย เช่นถ้าเราพิมพ์หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ BNK48 ก็จะแสดงโดยไล่ระดับเสียงค้นหา สำหรับภาพนี้จะแสดงให้เห็นว่าคีย์เวิร์ดที่คนสนใจเรื่องราวของ BNK48 คือ “เฌอปราง”

มีข้อมูลย้อนหลังถึง 10 ปี

หรือจะเลือกดูแนวโน้มในอดีตของแต่ละปีก็ได้จากภาพผลการค้นหาที่โดดเด่นของปีที่แล้วคือ “เพลิงบุญ” ในปี 2559 การค้นหาทั้งหมดหมายถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ขอให้มีความสุขในการรับชม

ของเล่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Google Trends มีหน้า Hot Trend เพื่อดูผลการค้นหายอดนิยมในเวลานั้นเราสามารถดูผ่านเว็บไซต์หรือโหลดเป็น Display Server

ทุกคนที่เคยดูสำนักงานของ Google จะพบว่า Google จะเปิดหน้านี้บนหน้าจอบนกำแพงใหญ่ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบโลกอินเทอร์เน็ตได้ด้วยเว็บไซต์เดียว

สำหรับ Google Trends นั้นใช้ได้กับผู้สร้างเนื้อหา ให้ความสนใจกับสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจในตอนนี้ และปั่นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตแบรนด์และเอเจนซีสามารถทำการตัดสินใจที่แตกต่างกันเรียกว่าการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Google เทรนด์เพื่ออ้างอิงข้อมูลในการศึกษาของเราหรือเขียนบทความ เนื่องจากข้อมูลที่รวบรวมได้มีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากกว่าแบบสอบถามอย่างแน่นอน

ใช้ Google เทรนด์อย่างมืออาชีพซึ่งเป็นคุณลักษณะที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

การพูดถึงเครื่องมือ Google Trends ในปัจจุบันนั้นฟังดูเก่าไปหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่น่าจะใช้อยู่แล้วบทความแรกที่ฉันเขียนเกี่ยวกับ Google Trends คือประมาณปี 2015 อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Google Trends ได้ทำการปรับแต่งภาพ และคุณสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกสองสามอย่างนี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อว่าฉันไม่ค่อยได้ใช้มากที่สุด แต่สำหรับฉันมันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์ไปยังหลายประเทศจำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมการค้นหา และความต้องการของประชาชนในแต่ละประเทศเพื่อให้การสื่อสารออกไปเป็นไปอย่างทันท่วงทีและทันท่วงที กล่าวอีกนัยหนึ่งแม้ว่าเราจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง (คนที่ใช่) หากเราไม่ตรงตามเวลาที่เหมาะสมเราก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากนัก (การตรงต่อเวลา) นั่นเป็นเพราะ

ผู้คนในประเทศต่างๆค้นหาคำบางคำไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่นสมมติว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่พัดลมที่สามารถทำความเย็นได้เหมือนเครื่องปรับอากาศและในราคาครึ่งหนึ่งของเครื่องปรับอากาศ (ฉันซื้ออันแรก) เราต้องการขายผลิตภัณฑ์นี้ไปยังหลาย ๆ ประเทศดังนั้นเราจึงซื้อโฆษณาในหลายแพลตฟอร์มโดยใช้งบประมาณการตลาดอย่างเต็มที่ สื่อที่มีอยู่ทั้งหมดโปรโมตไปยัง 20 ประเทศพร้อมกันคำถามคือ 20 ประเทศนี้อาจไม่มีฤดูร้อนเดียวกัน ถ้าเราโฆษณาไปประเทศที่อากาศไม่ร้อนเราคิดว่าเขาจะสนใจหรือเปล่า? ปัญหานี้. เราต้องรู้เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างทันท่วงที สิ่งนี้จะมีโอกาสทำให้ขายสินค้าแปลงสภาพได้ง่ายขึ้นจริงไหม?

แล้วจะใช้ Google Trend อย่างไรให้เข้าใจพฤติกรรมคนในแต่ละประเทศ

ง่ายที่สุดก็ทำไปทีละประเทศอย่างที่เราเคยทำกันมานั่นแหละครับ ใครยังไม่เคยใช้ Google Trends อ่านได้จากบทความ Google Trends คืออะไร วิธีการวิเคราะห์ใช้งานสำหรับผู้เริ่มต้น ตัวอย่างเช่นภาพด้านล่างนี้ เราอยากรู้ว่าคนค้นหาคำว่า Air Conditioner ในประเทศอินเดียมีแนวโน้มอย่างไร เราก็จะเห็นภาพกราฟที่ spike ขึ้นเป็นจังหวะซ้ำๆ ซึ่งเกิดขึ้นในหน้าร้อนของประเทศอินเดีย คือประมาณเดือน เมษายน

ทีนี้ถ้าเราอยากดูประเทศอื่นละ คนส่วนใหญ่ก็จะไปคลิ้กที่ dropdown ตรงคำว่า India เพื่อเลือกประเทศใหม่ถูกไหมครับ ก็ทำได้แหละครับ แต่นั่นยังดูไม่คูลเหมือนมือโปร อีกอย่างคือถ้าเราทำแบบนั้น เราจะไม่สามารถเปรียบเทียบสองประเทศหรือสามสี่ประเทศไปพร้อมกันได้ อ้าววว แล้วต้องทำยังไงละ? ก็ใส่ keyword ที่อยากรู้เข้าไปแล้ว เลือกประเทศก็เลือกได้ทีละประเทศไง จะให้ทำยังไง จริงๆ แล้วตรงช่องใส่ Search Term มันไม่ได้จำเป็นต้องใส่ Search Term ให้แตกต่างกันเหมือนที่เราเคยทำกันมาเวลาอยากเปรียบเทียบเทรนด์ของคำสองคำเสียหน่อยนี่ครับ ลองดูตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้

ให้ลองใส่คำว่า Air Conditioner ซ้ำเข้าไปอีกรอบหนึ่ง แต่สังเกตว่า กราฟเส้น น้ำเงินและแดงจะซ้อนทับกันเป็นเส้นเดียวเนื่องจากเงื่อนไขคือประเทศอินเดียเหมือนกัน ส่ิงที่เราจะต้องทำเพื่อเปรียบเทียบระหว่าง India กับอีกประเทศหนึ่งให้เราเอาเมาส์ไปวางที่คำว่า Air Conditioner คำที่เราเพิ่งจะเพิ่มเข้าไป เราจะเห็นเมนูจุดสามจุดแสดงออกมาให้กดไปที่ตรงนั้นแหละครับ เพื่อสร้างเงื่อนไขเฉพาะของคำที่สองนี้ แล้วก็เลือกที่ Change Filters แล้วเลือกประเทศที่เราต้องการเปรียบเทียบได้เลย ตัวอย่างผมเลือก Philipines นะครับ

เสร็จแล้วเราจะได้กราฟสองเส้นที่เปรียบเทียบคำเดียวกันแต่คนละประเทศ คืออินเดียกับฟิลิปปินส์ สังเกตว่าแนวโน้มการค้นหาคำว่า Air Conditioner ในสองประเทศนี้มีเทรนด์ไปในทิศทางเดียวกันคือ จะมีปริมาณการค้นหาสูงสุดทุกเดือน เมษายน (ตามภูมิศาสตร์จะน่าจะอยู่ละติจูดใกล้ๆ กัน ก็เลยมีหน้าร้อนช่วงเดียวกัน) เห็นไหมครับ เราสามารถเปรียบเทียบแบบนี้ก็ได้ด้วย แทนที่จะเป็นคำค้นหาที่แตกต่างกัน

ทีนี้ลองทำแบบเดิมอีกครั้งครับ แล้วลองเลือกประเทศออสเตรเลียดูบ้าง สังเกตภาพด้านล่างนี้ก็จะเห็นว่ากราฟของประเทศออสเตรเลียเหลื่อมกันกับสองประเทศแรกอย่างชัดเจน และแนวโน้มการค้นหาคำว่า Air Conditioner ของประเทศออสเตรเลียจะมีปริมาณสูงสุดทุกๆ เดือนมกราคม ซึ่งคงจะเป็นหน้าร้อนที่นั่น (ปล ผมไม่เคยไปที่นั่นนะครับ) พอเราเห็นภาพนี้แล้ว ก็น่าจะพอเข้าใจพฤติกรรมการค้นหามากขึ้นแล้ว ว่าแต่ละประเทศค้นหาคำนี้ มากน้อยต่างกันที่เดือนอะไร การทำการตลาดก็จะง่ายขึ้น สามารถเลือกเวลาที่เหมาะสมในแต่ละประเทศได้ ไม่ต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

เห็นไหมครับว่าคำๆ เดียวกัน พฤติกรรมการค้นหาก็มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ดังนั้นการทำการตลาด การทำโฆษณาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั้นก็ควรจะต้องเข้าใจและมีข้อมูลตรงนี้ประกอบด้วยเช่นกัน สำหรับแบรนด์ใหญ่เรื่องสำคัญแบบนี้ยังไงก็คงจะมีทีมรีเสิร์ซทำกันเป็นเรื่องเป็นราวอยู่แล้ว แต่สำหรับคนส่วนใหญ่เครื่องมือนี้พอจะเป็นข้อมูลสำหรับการทำงานเบื้องต้นได้ค่อนข้างดีทีเดียว ลองเล่นกันดูนะครับ ใส่ประเทศไทยดูก็ได้ บางทีอาจจะเห็นกราฟพล็อตออกมาเป็นเส้นตรง คือการค้นหาสูงตลอดทั้งปีก็ได้ครับ เพราะตอนนี้เราเหลือกันแต่หน้าร้อนแล้ว แฮร่ “- -”

6 เทคนิคในการใช้ Google Trend เพื่อสร้างเนื้อหา

ตอนนี้เราเข้าใจ Google เทรนด์การเข้าชมพื้นฐานแล้วเราจะมาดูวิธีที่เราจะใช้เครื่องมือ Google เทรนด์นี้เพื่อเขียนเนื้อหาได้ วันนี้ผมอยากจะมาแนะนำ 6 เทคนิคการใช้ Google Trend ในการแต่งเนื้อหาให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเทคนิคที่ 1 การใช้ Google Trends ในการเลือกหัวข้อและคีย์เวิร์ดตามที่เราคุ้นเคยหรือเคยเห็นมาก่อน Google เทรนด์เป็นทักษะหลักที่เราใช้คือการค้นหาคีย์เวิร์ดหรือหัวข้อที่ลูกค้าสนใจ ในเทคนิคการเลือกคำหลักด้วย Google แนวโน้มแบ่งออกเป็นสองเทคนิคย่อย:

1.1 เลือกหัวข้อหรือคำสำคัญที่มีคำค้นหาที่เกี่ยวข้องและหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

“เสื้อผ้าผู้หญิง” ใน Google Trends จากภาพด้านบนโดยสมมติว่าเราเป็นร้านเสื้อผ้าหรือสื่อที่ต้องการเขียน Content on Life Stlye และสนใจเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าผู้หญิง คุณสามารถค้นหาโดยใช้คำว่า Women’s Clothing ใน Google เทรนด์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเลือกหัวข้อ ดังที่แสดงในภาพด้านบนเราสามารถใช้ผลลัพธ์ที่ใช้ในเนื้อหาเช่น“ เสื้อผ้าลินิน 10 แบรนด์สำหรับผู้หญิงที่มีเสน่ห์” เป็นต้น อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้มีข้อแม้บางประการดังที่เราเห็นจากภาพด้านบน เมื่อเราเลือกไทม์เฟรมแบบยาวคีย์เวิร์ด “2019” จะปรากฏขึ้น เพราะผลลัพธ์ที่ดี แต่หากเนื้อหาไม่ได้รับการปรับปรุงบทความของเราก็จะไร้ประโยชน์สำหรับผู้อ่าน

1.2 เทคนิคการเลือกหัวข้อและคำสำคัญที่เหมาะสมโดยเปรียบเทียบ

คุณเคย? เมื่อเราเขียนเนื้อหาคุณต้องคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับหัวข้อและคำในชื่อเรื่องหรือรวมไว้ในบทความและ Google Trend เป็นวิธีที่ดีและง่ายในการเปรียบเทียบและเปรียบเทียบ เปรียบเทียบ 2 คำใน Google Trend จากภาพตัวอย่าง สมมติว่าฉันต้องเลือกระหว่าง “ผู้หญิง” หรือ “ผู้หญิง” ในกรณีนี้ฉันจะเลือก “ผู้หญิง” เนื่องจากการค้นหาได้รับความนิยมมากกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องใส่ใจคือดูว่าคำหลักหรือหัวข้อใดมีคุณค่าที่ยั่งยืน ที่นี่อาจมีคำหลักบางคำที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ แน่นอนว่ามีหลายคำที่เลือกใช้ แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างละเอียดแล้วคำหลักบางคำอาจมีอายุการใช้งานสั้นลง หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืนเราอาจต้องเลือกคำอื่นแทนที่จะเป็นตัวอย่างสั้น ๆ ของคำหลักที่มีอยู่ ไปที่ ahrefs.com นี่คือที่ที่ผู้คนสามารถเลือก “Fidget Spinner” แต่ถ้าคุณเห็นคีย์เวิร์ดนี้ จะเป็นเพียงชั่วคราวเป็นไปได้ที่จะเห็นว่าอีกคำหนึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

เทคนิค 2. ใช้ Google Trend สำหรับการวางแผนเนื้อหา

นอกจากการเปรียบเทียบแล้วเรายังสามารถใช้ Google เทรนด์เพื่อดูภาพรวมของความนิยมหัวข้อและคำหลักของเรา หัวข้อใดสำหรับหลายหัวข้อความนิยมจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เราสังเกตได้จากการเปิด Google Trends เพื่อดูว่าช่วงปีนี้จะได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใดเช่นตัวอย่างด้านล่างที่มีคำว่า “เสื้อกันหนาว” เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกปี อากาศเย็นสบายเป็นช่วงที่หลายคนมักจะไปเที่ยวต่างประเทศ

ซึ่งถ้าให้ฉันแสดงว่าฉันต้องการให้ผู้คนเลือกแสดงข้อมูลในกรอบที่กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ตั้งแต่ปี 2004) เมื่อข้างบนสมมติว่าเราเป็นร้านขายเสื้อผ้า เราสามารถวางแผนได้ว่าภายในสิ้นปีจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “Sweatshirts”

เทคนิคที่ 3 ใช้ Google Trend เทรนด์เพื่อสร้างเนื้อหาที่ทันสมัยอยู่เสมอ

จากภาพด้านบนเราจะเห็นว่า Google Trend เปิดโอกาสให้เราตรวจสอบสิ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ดังนั้นหากเราต้องการติดตามเทรนด์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือการรับรู้จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

ตัวอย่างเช่นเนื้อหาที่เราสามารถจับแนวโน้มจากรูปด้านบนอาจเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผลการจับสลาก พลาดลอตเตอรี แต่ท้องของคุณยังต้องพึ่ง” และอื่น ๆ แต่มีสิ่งที่ควรทราบ

ตัวอย่างเช่นใช้คีย์เวิร์ด “ผลลอตเตอรี่” แม้ว่ามันจะน่าสนใจ แต่จำไว้ว่าคำศัพท์บางคำทำให้ความนิยมสั้นลง หรือจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ “เหตุการณ์สำคัญ” นั่นเอง

ดังนั้นหากเราสนใจที่จะใช้คำหลักใด ๆ เหล่านี้เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักเหล่านี้ได้รับความนิยมสูงสุด หากต้องการดูว่าเราอัปเดตเนื้อหาอยู่ตลอดเวลาหรือไม่เราสามารถประมาณค่าได้โดยไปที่ Google เทรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีแนวโน้มที่แผนภูมิความนิยมจะเท่าเดิม

เทคนิคที่ 4: ใช้ Google Trends เพื่อรีเฟรชเนื้อหา

สำหรับเนื้อหาบางส่วนที่เป็น “Evergreen Content” บางครั้งคำหลักที่เราใช้อาจไม่ใช่คำหลักที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสนใจเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้ว่าเนื้อหาจะดี แต่หากไม่มีคีย์เวิร์ดที่เป็นที่นิยมก็อาจทำให้เนื้อหาของเราถูกบดบังด้วยเนื้อหาอื่น ๆ ได้ดังนั้นวิธีหนึ่งคือหมั่นตรวจสอบคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้นและฉันต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ เพื่อเพิ่มความสดใหม่ให้กับเนื้อหาของเรามันน่าสนใจและ SEO อยู่เสมอ

จากภาพด้านบนคุณจะเห็นว่าคำหลักเดิม “สำหรับพืชในร่ม” ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ตอนนี้กลายเป็นคีย์เวิร์ดหากวิเคราะห์แล้วพบว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในระยะยาวเราสามารถปรับเนื้อหาเก่าได้เนื่องจากเนื้อหาภายในอาจจะเหมือนกันเช่นต้นไม้ด้านล่างอาจเป็นเครื่องฟอกอากาศอยู่แล้ว สมมติว่าเราเป็นร้านขายต้นไม้ออนไลน์และมีของเก่าที่ระบุว่า “10 ไม้ในร่มที่ดีที่สุด” เราสามารถเปลี่ยนธีมและปรับเนื้อหาเป็น “บ้านเย็น” ได้ “เครื่องฟอกอากาศ 10 อันดับแรก” ได้เป็นต้น

เทคนิคที่ 5. ใช้ Google Trends เพื่อสร้างเนื้อหาที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจทางเทคนิค

หลายคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ได้ยินแล้วก็ตื่นเต้น เนื่องจากใช้ Google Trends ในการวางแผนการสร้างเนื้อหาที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจ สิ่งนี้จะส่งผลต่อยอดขายของคุณมากขึ้น เราใช้ Google เทรนด์เพื่อค้นหาคำหลักที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเราหรือแม้แต่ชื่อแบรนด์ของเราเองเพื่อดูข้อความค้นหาที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่นสมมติว่าเรามีเกม จากนั้นเราค้นหา “เกม” ใน Google เทรนด์ มันสามารถแสดงข้อความค้นหาที่เกี่ยวข้องเหมือนกับเกมของ บริษัท อื่น ๆ เราจึงรู้ว่า “เกม” จะปรากฏขึ้น ลูกค้ากำลังมองหาเกมอะไร เมื่อทราบข้อมูลแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป – เขียนเปรียบเทียบหรือแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงจุดแข็งที่โดดเด่นของเกมของเรา? วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าที่กำลังค้นหาข้อมูลอ่านเนื้อหาของเราและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เทคนิคที่ 6: ดูตำแหน่งของบุคคลที่น่าสนใจ

สำหรับการสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมือนใครคุณลักษณะหนึ่งของ Google Trend ที่น่าประทับใจเป็นที่นิยม ในการค้นหาอนุภูมิภาคจะช่วยให้เราเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าคนจังหวัดไหนสนใจสินค้าธุรกิจของเราตัวอย่างเช่นคีย์เวิร์ดคำว่า “จักรยาน” ที่เมื่อเราค้นหาคุณจะพบว่าจังหวัดที่มีผลการค้นหาสูงสุดคือสิงห์บุรี ถือว่าเราเป็นร้านจักรยานที่มีบริการจัดส่ง สิ่งที่เราสามารถเขียนได้คือ “3 สนามจักรยานที่น่าสนใจในจังหวัดสิงห์บุรี” เป็นต้นการทำเนื้อหาในลักษณะนี้เนื้อหาจะมีความหลากหลายและตรงกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสในการปิดการขาย

สรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการหาแนวคิดหรือค้นหาคำหลักเพื่อเขียนบทความเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการจัดอันดับ SEO ที่ดี Google Trend เป็นเครื่องมือในระดับหนึ่ง ด้วยความง่ายในการใช้งานและข้อมูลที่เหนือกว่าเราสามารถใช้ในแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายเช่นใช้เพื่อเลือกหัวข้อและคีย์เวิร์ดการวางแผนเนื้อหาและตรวจสอบแนวโน้มทางสังคมในปัจจุบันและอื่น ๆ ใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพเราอยากให้คุณติดตามซีรีส์นี้ต่อไป เนื่องจากมีเครื่องมืออื่น ๆ อีกมากมายที่คุณสามารถใช้ได้เช่น Buzzsumo, Google Keyword Planner และอื่น ๆ อีกมากมายหรือหากคุณต้องการเรียนรู้การตลาดออนไลน์ผ่านเนื้อหาเรามีหลักสูตร Technical Content Marketing ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบ และทำได้จริงพร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคลิกรายละเอียดเพิ่มเติม

5 เทรนด์ผู้บริโภคไทยในปี 2020 ที่ถูกเผยผ่านการค้นหาบน Google และ YouTube

ปัจจุบันผู้บริโภคไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อตอบโจทย์หลากหลายในชีวิตประจำวัน ทั้งในการติดต่อสื่อสาร เพื่อความบันเทิง เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดจนค้นหาข้อมูล และเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆมากขึ้นทุกวัน

รายงาน Year in Search Thailand: Insights for Brands Report 2020
ได้เจาะลึกพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลต่างๆของผู้บริโภคชาวไทยผ่าน Google และ YouTube ซึ่งได้เผยให้เห็นถึงเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ของผู้บริโภคที่กำลังมาแรง สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหา หรือสิ่งที่พวกเขาคิดขณะตัดสินใจซื้อสินค้า อันนำไปสู่แนวทางในการหาโอกาสของธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด

google trend
google trend

 

1. เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้อยู่แค่ในหัวเมือง

เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่าเมืองอื่นๆ แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชากรที่อยู่นอกเมืองหลวงสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆที่แต่เดิมไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่นกัน

หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างหัวเมืองหลัก และจังหวัดอื่นๆนอกหัวเมืองที่ลดลงก็คือปริมาณการค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจยานยนต์ อาหาร หรือความสวยความงาม เห็นได้ว่ามากกว่า 75% ของปริมาณการค้นหาในหมวดหมู่เหล่านี้มาจากพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ประชากรในต่างจังหวัดที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น และช่องว่างในการเข้าถึงสินค้าและบริการออนไลน์ที่ลดลงเมื่่อเทียบกับสมัยก่อน กลายเป็นโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตทั่วประเทศไทย

2. ธุรกิจแบบ On-demand กำลังเติบโต

เทคโนโลยีทำให้ชีวิตของผู้บริโภคปัจจุบันสะดวกสบายมากขึ้น และความสะดวกสบายนี้ก็ทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคกับสิ่งต่างๆรอบตัวเพิ่มสูงขึ้นไปตามกาลเวลา การแข่งขันของธุรกิจตอนนี้จึงเริ่มหันมามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น หรือถ้าหากธุรกิจมีสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นั้นก็ต้องมีคุณภาพสูงขึ้น ให้ได้มาตรฐานตามความคาดหวังของผู้บริโภค

ความต้องการความสะดวกสบายและบริการที่ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงนั้นถูกสะท้อนในพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคชาวไทย ที่ค้นหาบริการเรียกรถออนไลน์ และบริการเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นจากปี 2018 อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคปัจจุบันเองก็เริ่มมีความชำนาญในการค้นหาข้อมูลต่างๆ และเลือกใช้คำค้นที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่นการเลือกคำค้นหา “รองเท้าวิ่ง ผู้ชาย” หรือ “คอนโด ตลาดพลู” ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรงกับความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น นักการตลาดไทยในปัจจุบันต้องทำความเข้าใจรูปแบบการค้นหาลักษณะนี้ เตรียมคอนเทนต์และช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อรองรับพฤติกรรมที่มีความเฉพาะตัวที่มากขึ้นนี้ด้วย

3. ประสบการณ์แบบ Omnichannel

เมื่อแบรนด์กับผู้บริโภคมีช่องทางติดต่อกันมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อสินค้าต่างๆก็มีมิติ และซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ในความซับซ้อนนี้ เราได้เห็นหลายพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค เช่น การค้นหาสินค้าแม้ว่าจะอยู่ที่หน้าร้านแล้ว การค้นหารีวิวสินค้าอย่างรถยนต์ อสังหาริมทรัยพ์ กล้อง ผ่าน YouTube หรือการระบุบริบทต่างๆ เพื่อค้นหาสินค้าอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “หมูกระทะ ใกล้ฉัน” “ร้านทำผม ใกล้ฉัน” หรือ “ที่เที่ยว ใกล้ฉัน” ซึ่งรูปแบบการค้นหานี้นำไปสู่การซื้อสินค้าที่หน้าร้านออฟไลน์

พฤติกรรมแบบ Omnichannel ที่เราเห็นได้จากการค้นหาข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อนำไปสู่การซื้อสินค้า หรือใช้บริการบนช่องทางออฟไลน์มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ พฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในทุกธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ธนาคาร ร้านอาหาร การเดินทาง ฯลฯ

4. สู่สังคมไร้เงินสด

การผลักดันของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินออนไลน์ เช่น บัตรเครดิต และแอปลิเคชั่นธนาคารได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังเข้ามามีส่วนร่วมกับสังคมไร้เงินสดมากขึ้น ได้แก่ การค้นหา “บัตรเครดิต” และ “กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล” ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนคำค้นที่เกี่ยวข้องกับแอปลิเคชั่นธนาคารเช่น “วิธีสมัคร” “เปลี่ยนเบอร์” และ “โอนเงิน”

พฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้เป็นสัญญาณให้แบรนด์ และผู้ประกอบการตอบสนองต่อความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัลโดยไม่ใช้เงินสดที่มากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

5. การบริโภคแบบมีจิตสำนึก

การเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมที่เห็นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยผู้บริโภคไทยเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์ที่แก้ปัญหา เช่น “PM 2.5” และ “หน้ากาก N95” มากขึ้น คำค้นหาเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคตอนนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอีกเช่นกันที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดังที่เห็นจากการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ “รถยนต์ & มอร์เตอร์ไซค์ไฟฟ้า” และ “ประหยัดไฟ” ที่ล้วนมีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ในช่วงปีที่ผ่านมา

บทสรุป: มองเห็นสัญญาณ มองเห็นอนาคต

การค้นหาของผู้บริโภคชาวไทยทำให้เรารู้จักความคิดของพวกเขามากยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญต่อผู้บริโภคชาวไทยในปี 2019 ที่ผ่านมา จะถูกส่งต่อมาเป็นพฤติกรรมของพวกเขาในปี 2020 และอนาคตต่อจากนี้ การเรียนรู้ และทำความเข้าใจสัญญาณต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องหมั่นทำอยู่เสมอเพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ได้ทันท่วงที

google trend
google trend

ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดทางออนไลน์ด้วย Google Trend เทรนด์

หากเราชอบค้าขายหรือต้องการขายของออนไลน์ แต่จะขายอะไรดี? หาสินค้าดีๆมาขายออนไลน์ทายว่าสนใจสินค้าอะไร แต่บางครั้งฉันก็มีปัญหาในการคิดว่าจะขายอะไรดี คุณรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงแล้วเรามีอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่สำคัญมาก ที่อาจช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าจะซื้อขายสินค้าตัวไหน Wizard ว่านี่คือ Google Trends แต่เรามาทำความรู้จักกับ Google Trends กันก่อน?

Google เทรนด์เป็นจุดศูนย์กลางในการเปรียบเทียบหรือเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา หากต้องการดูว่าคำค้นหาใดที่ผู้คนทั่วโลกกำลังมาแรงใน Google หรือเทรนด์ใดที่กำลังค้นหากันอยู่รวมถึงคลิปวิดีโอ Youtube ที่เป็นที่นิยมและกำลังมาแรงของ Google Trends จะแสดงเป็นกราฟและแผนภูมิแท่งเพื่อเปรียบเทียบข้อความค้นหาหรือความนิยม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วิธีไหนก็ทำได้ง่ายเพียงเข้าไปที่หน้าแรกของ Google จากนั้นพิมพ์คำว่า Trends ก็จะสามารถเข้าสู่หน้าต่างคำค้นหาได้ เมื่อเราเข้าสู่ Google เทรนด์เราก็เลือกสิ่งนั้น ค้นพบรายละเอียดจากนั้นเมื่อเลือกแล้วเราสามารถเปรียบเทียบสินค้า 2 รายการเพื่อเปรียบเทียบ หรืออาจมากกว่าสองสิ่งที่เราสามารถเลือกค้นหาทั่วโลกหรือเพียงแค่มุ่งเน้นไปที่ประเทศเดียวในช่วงเวลาดังกล่าวเราสามารถเลือกเป็นข้อมูลจาก 5 ปีที่แล้ว 90 วันที่แล้ว 30 วันที่แล้วหรือแม้แต่ชั่วโมงที่แล้ว สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกกำลังมองหา หรือเราจะเลือกกำหนดช่วงเวลาก็ได้ และหากเราต้องการให้ข้อมูลนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากนั้นการเลือกหมวดหมู่เพื่อมุ่งเน้นไปที่ข้อความค้นหาเราจะสามารถรับข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากภาพด้านล่างเราจะเห็นว่าเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา สิ่งที่คนไทยกำลังมองหาหรืออยากรู้มากที่สุดคือการแข่งขันฟุตบอลไทย vs ญี่ปุ่น จากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องบอกคุณว่าคนที่ 1 และ 16 ส่วนใหญ่พบอะไร

วิธีใช้ Google Sales Search Trends

จากข้อมูลนี้เราสามารถนำไปใช้กับการค้นหาสินค้าที่จะขายได้ เพียงเลือกผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการขายและใช้ Google เทรนด์เพื่อทดสอบและเปรียบเทียบและดูว่าผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการขายน่าสนใจและเป็นที่นิยมมากน้อยเพียงใด หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับความนิยมหรืออยู่ในช่วงขาลงคุณควรแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเราจะมีสินค้า 2-3 อย่างในใจก็เปรียบเทียบได้ และดูว่าสินค้าชิ้นไหนได้รับความนิยมมากกว่าดังนั้นคุณควรจะมีสินค้าที่ไม่ตกเทรนด์ และสินค้าของคุณกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหากคุณสำรวจก่อนลงทุนเชื่อเถอะว่าการลงทุนของคุณจะไม่สูญเปล่า แต่ยังสร้างผลกำไรมหาศาลให้กับคุณอีกด้วย

ดังนั้นหากใครตั้งใจจะขายของขอแนะนำให้ค้นคว้าก่อนว่าความต้องการของตลาดในขณะนั้นต้องการอะไร คนทั่วไปตอนนั้นเป็นอย่างไร? ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดทางออนไลน์โดยใช้ Google เทรนด์เพื่อช่วยในการตัดสินใจเพียงเท่านี้คุณก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

คำสำคัญ

  • Google trends visual
  • Google Trend là gì
  • Facebook trend
  • YouTube trend
  • trends.google.com websites
  • Trend 2020

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button